[OS] don't / special part / changrick

posted on 21 Nov 2013 19:14 by quietusyipsum in OSchangrick directory Fiction

 

note ; [OS] don't / changrick  

 

 

- - - - - - - - - -

 

 

 

 

            ตั้งแต่วันนั้นผมก็ไม่เคยโดนจงฮยอนแกล้งอีก ตอนเที่ยงผมก็กินข้าวได้ปกติ ตอนเข้าคาบเรียนกระเป๋าดินสอก็ไม่หายแม้ว่าผมจะจงใจวางมันไว้แล้วออกไปข้างนอกนานแค่ไหน มันก็ยังคงตั้งอยู่ครบเหมือนเดิม ไม่มีคนมาวุ่นวายตะคอกและคอยสั่งให้คอยทำการบ้าน

 

 

            ชีวิตเริ่มดำเนินไปเหมือนปกติ เหมือนเมื่อก่อน

 

 

           

 

            แต่ทำไมมันรู้สึกไม่ชินเลยซักนิดก็ไม่รู้

 

 

 

 

            ช่วงเวลาพักกลางวันแสนชุลมุนวุ่นวาย เป็นปกติอยู่แล้วที่โรงอาหารจะอัดแน่นไปด้วยผู้คน และแย่งกันซื้ออาหาร กว่าจะซื้อมาได้ ต่อแถวยาวสุดๆ และที่ลำบากอีกเรื่องก็คือการหาที่นั่งนี่แหละ ... ไม่ชอบเลยเวลาอาจารย์ปล่อยช้า

 

 

            ตุบ

 

            เกร้งงงง

 

 

            “เห้ย!”

 

            “ยาาาา ผมขอโทษนะครับ ผมไม่ทันระวัง” ก้มลงเก็บจานกับช้อนของตัวเองและอีกฝ่ายขึ้นมารวมทั้งแก้วน้ำที่หล่นมาวางบนโต๊ะก่อนจะขอโทษขอโพย แต่อีกฝ่ายดูเหมือนจะไม่ค่อยพอใจ

 

            “หาเรื่องนี่หว่า! อยากมีเรื่องรึไง!” อีกฝ่ายดูท่าทางยังไม่พอใจกับคำขอโทษ ตรงเข้ามากระชากขอเสื้อจนชายเสื้อมันหลุดออกมาจากกางเกง

 

            “ขอโทษจริงๆฮะ”

 

            “เสื้อกูสกปรก มึงจะรับผิดชอบยังไง ข้าวก็ก็ไม่ได้กิน”

 

            โห่

 

            ไอสัส!! เสื้อกูก็สกปรกครับ ข้าวกูก็ไม่ได้แดกด้วยเหมือนกันแหละ แหกตาดูซะบ้าง!!!

 

            แต่ด้วยความที่อีกฝ่ายเป็นรุ่นพี่ เลยต้องกลืนความคิดลงไปในคอหอยทำได้แค่ขดตัวเป็นแมวกลัวน้ำร้อนลวกอยู่แบบนั้น ปฏิกิริยาที่ไม่ตอบโต้อะไรเหมือนจะยิ่งยั่วโมโหอีกฝ่าย กำปั้นที่พร้อมจะซัดใส่หน้าอยู่รอมร่อ คนที่โดนขู่ก็ได้แต่หลับตาปี๋รอรับชะตากรรมเท่านั้น

 

 

            “เห้ย! ชานยง ทำห่าไร!!”  เสียงตะคอกทุ้มต่ำแสนคุ้นเคยดังขึ้นข้างๆทำให้อดไม่ได้ที่จะต้องเปิดตาขึ้นมาดู ร่างสูงผมแดงแจ๋ยืนประจันหน้ากับรุ่นพี่แบบไม่เกรงกลัว แถมยังใช้คำพูดที่ดูสนิทสนมกันด้วย

 

            “ไม่เกี่ยวกับมึง”

 

            “ทำไมจะไม่เกี่ยว”  จงฮยอนหันมามองหน้าผมก่อนจะหันกลับไปมองไอรุ่นพี่นั่น เขามองดูผมกับจงฮยอนสลับกันก่อนจะยิ้มมุมปาก

 

            “อ่อ...งี้สินะ”

 

            “....”

 

            “ทีหลังก็ดูแลให้ดี อย่าให้เดินชนคนอื่นมั่วซั่ว ถ้าไม่ใช่ฉันมันอาจจะน่วมไปแล้ว”

 

            แล้วไอรุ่นพี่กับพวกก็เดินออกไปแซงคิวซื้อข้าว.. ผมอยากจะเถียงว่าถ้าผมชนคนอื่นอาจจะไม่มีปัญหาแบบนี้มากกว่าซะอีก

 

 

            “เป็นไรมั้ย”

 

            “ไม่....ข..ขอบใจ”

 

            น้ำเสียงเรียบๆถูกส่งมาให้ ฟังยังไงก็ไม่ชินหูเพราะปกติก็จะฟาดฟันกันด้วยคำพูดเป็นประจำ พอเจอคำเรียบๆแบบนี้ กลับไปต่อไม่ถูกซะอย่างงั้น

 

            เป็นคนที่เดาอารมณ์ยากชิบ!!

 

 

            “เออ ทีหลังหัดเดินดูทางซะบ้าง มัวแต่ส่งสายตาอยู่นั่นแหละ” นี่ไง พูดไม่ทันขาดคำ จงฮยอนปากกรรไกรก็กลับมาซะแล้ว

 

            “เสือก”

 

            “เหอะ”

 

            “ชิ”

 

            ผมหันไปหยิบจานและแก้วน้ำไปเก็บตรงจุดเก็บจาน พอหันกลับมาอื่นทีก็ไม่มีใครอยู่แล้ว มีเพียงแค่ข้าวหน้าเนื้อเหมือนเมื่อก่อนวางไว้พร้อมกับกระดาษโน้ตลายมือไม่สวย

 

 

            ‘ กินซะ! ’

 

 

            ผมหยิบมันขึ้นมาดูๆไปลายมือแบบนี้เหมือนกับโน้ตใบอื่นๆที่มักจะแปะมากับกล่องข้าว ขนาดในแผ่นกระดาษก็ยังขู่กันเหมือนเคย แต่เหมือนตัวเจ้าของมันกลับไม่อยู่ตรงนี้แล้ว ผมเก็บข้าวใส่กระเป๋า มีเพียงสิ่งเดียวที่ผมอยากรู้

 

 

            ทำแบบนี้ทำไม?

 

 

 

 

 

 

            กริ้งงงงง~

 

            เมื่อออดหมดคาบพักดังขึ้นผมก็รีบจัดแจงตัวเองก่อนจะรีบวิ่งไปเข้าห้อง โชคดีที่อาจารย์ยังไม่เข้าเลยไม่ต้องโดนว่าที่มาเข้าห้องช้า ระหว่างเดินไปที่โต๊ะสายตาก็เหลือบไปเห็นที่ว่างข้างๆหน้าต่าง ซึ่งตอนนี้เจ้าของมันไม่ได้อยู่ในห้อง

 

            ไม่ได้ตั้งใจจะดู แต่เข้าทางหน้าห้องยังไงก็เห็น

 

 

            แปลก

 

            ทั้งๆที่เมื่อตอนเที่ยงเพิ่งเจอกันอยู่แต่คาบบ่ายกลับไม่เข้าเรียน ถึงมันจะเป็นคนนิสัยเสียมากแค่ไหน มันก็ไม่เคยโดดเรียน ... ทำหน้าสงสัยได้แค่ครู่เดียว อาจารย์ก็เข้ามาในห้องทำให้ต้องรีบไปนั่งที่ประจำของตัวเอง จัดแจงหยิบหนังสือ อุปกรณ์การเรียนขึ้นมาไว้บนโต๊ะตามปกติ

 

            แผ่นกระดาษโน้ตสีเขียวสะท้อนแสงโผล่ออกมาจากสมุด

 

 

            ‘ เลิกเรียนมาดูกูแข่งบาส ... ถ้าไม่มากูไม่รับประกัน’

 

 

            มาติดไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ?..นี่มึงแอบมารื้อกระเป๋ากูอีกแล้ว กูก็อุตส่าห์คิดว่ามึงคงเลิกวุ่นวายกับชีวิตกูไปแล้วซะอีก

 

            แต่มันกลับรู้สึกดีขึ้นมาหน่อย

 

 

            ทำไมถึงเป็นแบบนี้ ?

 

 

 

            แค่หวั่นไหวกับคำที่มันบอกเมื่อวันก่อนน่ะเหรอ?

 

 

            แต่มึงโดนมันแกล้งไม่ใช่เหรอชางฮยอน?

 

 

 

            แต่ถึงอย่างนั้นผมกลับรอให้หมดคาบเรียนเร็วๆ

 

 

 

 

            ทันทีที่ออดหมดเวลาคาบสุดท้ายดังขึ้น ผมก็รีบมุ่งหน้าไปทีโรงยิมทันที ถามเพื่อนในห้อง เขาบอกว่าวันนี้เป็นการแข่งบาสของกลุ่มจงฮยอนกับกลุ่มรุ่นพี่ที่ดูจะไม่ค่อยถูกกันโดยมีเงื่อนไขบางอย่างที่ไม่มีใครรู้เหมือนกัน

 

 

 

            “ขอบคุณมากนะคะ พี่จงฮยอน”

 

 

            “ครับ คราวหลังก็ระวังดีๆล่ะ”

 

           

            รอยยิ้ม

 

            ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมเห็นมันยิ้ม แต่เป็นครั้งแรกในรอบหลายๆเดือนที่ผมเห็นมันยิ้มแบบมีความสุข ยิ้มแบบจริงใจขนาดนี้ ปกติมันก็เก๊กขรึม ไม่ก็ยิ้มเย้ยผม

 

            มือหนายกขึ้นโยกหัวเด็กหญิงตรงหน้าไปมา

 

            “งั้น ไปก่อนนะคะ กลับบ้านดีๆล่ะ”

 

            “อืม ระวังด้วยนะ”

 

            ผมเดินเข้าไปหาหลังจากที่เด็กคนนั้นเดินออกไปแล้ว จากใบหน้าที่ยิ้มแย้มพอเห็นผมเท่านั้นแหละ ก็กลับมาตีหน้าขรึมทันที

 

 

            ถ้าให้กูเดา เรื่องวันก่อนก็น่าจะหมายถึงเด็กคนนั้น

 

 

            หึ โดนกูรู้ทันแล้วรีบเก๊กเลยสินะ

 

 

            “มาแล้วเหรอ”

 

            “ยังไม่มา”

 

            “อย่ากวนได้มั้ย”

 

            “มึงสิกวน ถ้ายังไม่มามึงจะเห็นกูมั้ย”

 

            “นี่ไงที่เค้าเรียกกวนตีน”

 

            หน้าตาหงุดหงิดถูกส่งมาให้ .. กูก็หงุดหงิดเหมือนกันแหละวะ!

 

            “ไม่ต้องมาเสือก”

 

            “เอ้า! กูอุตส่าห์พูดดีด้วยนะ” จงฮยอนถอนหายใจส่ายหน้าอย่างไม่เข้าใจ กูก็ไม่เข้าใจเหมือนกันแหละ ให้กูมาทำไม เสียเวลาชะมัด

 

            “กูไม่ได้ขอ”

 

            “กูจะแข่งแล้ว” จงฮยอนว่าก่อนเดินหันหลังกลับเข้าโรงยิม ผมไม่พูดอะไรยืนอยู่ที่เดิม รอจนอีกคนเดินไปได้ซักหน่อยแล้วหันหลังกลับ

 

            “จะไปไหนอีก”

 

            “กลับบ้านสิ” ผมว่าแล้วรีบเดินทันที แต่อีกคนเดินมาดักหน้าไว้ก่อน

 

            “กูไม่ได้บอกให้กลับนะ”

 

            “แล้ว ?”

 

            “มึงจะเข้าไปดีๆมั้ย?” จงฮยอนก้าวเข้ามาใกล้ผมเรื่อยๆจนต้องถอยหนี .. แบบนี้มันไม่ตลกนะสัส ถึงจะใช้มุขเดิมก็เถอะ

 

            “เออ!!” 

 

            “ก็แค่นั้น”  ว่าจบก็เดินนำเข้าไปในโรงยิม ... ทำไมกูต้องยอมมึงทุกทีเลยวะ T T!!

 

 

 

 

            จงฮยอนรีบบงการให้ผมนั่งแถวบนสุดของสแตนซึ่งดูจะว่างทั้งแถว ไม่มีใครมานั่งเลยทั้งๆที่ปกติเขาจะชอบนั่งแถวบนสุดมากที่สุดเพราะมันจะสามารถมองเกมได้ชัดเจนและกว้างไกล แต่ส่วนใหญ่กลับไปนั่งเบียดกันที่แถวด้านหน้ากันหมด

 

            จงฮยอนแม่งฮอตขนาดนั้นเลยรึไง ?

 

            จบควอเตอร์แรกจงฮยอนแพ้ทีมรุ่นพี่อยู่ 0-2 หมอนั่นดูหน้าเครียดแถมทั้งตัวก็เต็มไปด้วยเหงื่อ ขณะที่กำลังยกน้ำขึ้นดื่มเขาหันมาหาผมแล้วชูกำปั้นให้ ผมเลยส่งกำปั้นไปให้มันด้วย ก่อนนกหวีดเรียกควอเตอร์ถัดไปเริ่มขึ้น

 

            การแข่งขันผ่านไปอย่างเชื่องช้า และรอบๆตัวจงฮยอนดูเหมือนมีเงาดำมืดแผ่ออดมาตลอด อาจจะเป็นเพราะเขากำลังเครียด

 

            อยากรู้จริงๆว่าหมอนั่นไปพนันอะไรไว้กับรุ่นพี่คนนั้น ถึงทำหน้าเครียดแบบนี้ ส่วนคะแนนในรอบนี้ดูเหมือนทีมจงฮยอนจะแซงได้ยาก

 

            จริงๆแล้วผมไม่เคยเห็นจงฮยอนเล่นกีฬาด้วยตาตัวเองเลยสักที เคยก็แต่ได้ยินพวกสาวๆในห้องรุ่นพี่รุ่นน้องพูดให้ฟังกัน พอได้ว่าเห็นกับตาตัวเองก็พอจะเข้าใจคนพวกนั้นอยู่

 

 

            จงฮยอนมีเสน่ห์มาก

 

 

            ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมไม่เคยเห็นเลย

 

            สิ่งที่ผมเห็นอย่างเดียวคือความกวนตีนของมัน

 

 

 

            จบเกมเสียงเชียร์และเสียงโห่ร้องดังก้องทั้งโรงยิม ผลปรากฏว่าทีมจงฮยอนแพ้อย่างไม่ต้องสงสัย ดูเหมือนรุ่นพี่เขาจะเป็นตัวแทนนักกีฬาของโรงเรียนไปแข่งระดับภาคด้วย ต่อให้จงฮยอนมันเก่งก็คงจะชนะได้ไม่ง่ายนักหรอก

 

            หมอนั่นเดินมานั่งทรุดข้างสนามแบบหมดอาลัยตายอยากสุดๆ รุ่นพี่เดินเข้าไปหาจงฮยอนและพูดคุยอะไรกันบางอย่าง แต่ผมรู้สึกว่าหน้าตาพี่เขากวนตีนคล้ายๆจงฮยอนเป๊ะมาก

 

 

            ผมเดินออกมานอกโรงยิมทำท่าจะเดินกลับบ้าน แต่เสียงทุ้มๆถอนหายใจหนักดังขึ้นขัด

 

            “เฮ้อออออออออออออออออออออออออ สุดท้ายก็แพ้” เจ้าของผมสีแดงเพลิงเดินมาหยุดข้างๆผม

 

            “สมน้ำหน้า”

 

            “กูแพ้นะเว้ย”

 

            “นั่นไง สมน้ำหน้าแล้ว”

 

            “โห่ ไรวะ”  จงฮยอนโยนผ้าขนหนูชุ่มเหงื่อมาใส่หน้าผม

 

            “ไอสาดดดดดดดดดดด เหม็นชิบหาย!!!” ผมปาผ้าขนหนูใส่หน้ามันคืน

 

            “คนล้มแม่งเสือกข้ามเองนี่”

 

            “ไม่ได้ข้าม แต่กูเหยียบซ้ำต่างหาก ตกลงลากกูมาดูมึงแข่งแพ้สินะ”

 

            “ก็ใครมันจะไปรู้เล่า” ผมส่ายหน้าเอือมๆ ตลอดทางเดินมาถึงหน้าโรงเรียนผมกับมันไม่ได้พูดอะไรกันอีก จนถึงทางที่ต้องเดินแยกเพราะบ้านเราไปกันคนละทาง

 

 

            แต่เดี๋ยว .... ทำไมตอนนี้มันยังเดินตามมาวะเนี่ย!!

 

 

 

            ผมทำท่าจะเปิดปากถาม แต่มันคงเห็นที่ผมเดินจ้องมันอยู่นานเลยพูดแทรกขึ้นมาก่อน

 

 

 

            “จริงๆแล้วก็พนันกะเขาไว้”

 

            “อือ แล้วไง”

 

            “มันเป็นเรื่องปัญญาอ่อนสัสๆอ่ะ”

 

            “เรื่องไรล่ะวะ ... หรือว่าเรื่องเด็กนั่น?”

 

            “เด็กไหนของมึง”

 

            “เด็กนั่นที่หน้าโรงยิมไง แหนะๆๆๆ กูรู้นะเว้ย กูเห็น” ผมทำหน้าล้อเลียนกอดอก โชว์ภูมิเต็มที่ว่า กูรู้แล้วล่ะว่าคนที่มึงชอบจริงๆแล้วเป็นใคร แต่รู้สึกเหมือนหายใจไม่ออกนิดหน่อย

 

            อยากหลอกตัวเอง

 

 

            ว่าจริงๆแล้ว กูจุกเพราะแดกข้าวเยอะ

 

 

            แต่พอนึกถึงรอยยิ้มของจงฮยอนกลับต้องคิดว่า ที่จุกมันเป็นเพราะอะไรกันแน่

 

 

 

            “รถบัสมาแล้ว ขอบใจที่มาส่ง” ผมบอกลาก่อนจะเดินต่อแถวขึ้นรถไป จงฮยอนพยักหน้าให้แต่ขามันกลับเดินตามผมมาจนถึงบนรถบัส

 

 

 

            ห้ะ ?!!

 

 

 

            “เห้ย มึงขึ้นมาทำไมวะ บ้านมึงไปทางโน้น”

 

            “นี่รถสาธารณะป่ะวะ?”

 

            “ใช่ ทำไม?”

 

            “ก็สาธารณะ ไม่ใช่ของมึงนี่”

 

 

            เออออออออออออออ ... กูผิดเองแหละที่ถาม เชิญมึงดื่มด่ำกับรสชาติของรถบัสสายนี้ให้เต็มที่เถอะพ่อคุณ

 

 

 

 

            และจนถึงสถานีที่ผมต้องลงจงฮยอนมันก็ลงตามผมมา ... นี่คือตกลงมึงตามมาทำไม

 

            “ตามกูทำไม”

 

            “ก็กูยังคุยกับมึงไม่จบนี่”

 

            “อะไรอีก”

 

            “ทำไมไม่แดกข้าวเที่ยง”

 

            “ก็..”

 

            “ทำไมต้องทนปวดท้องอยู่ได้”

 

            “ก็...”

 

            “ทำไมต้องเอาข้าวของกูไปให้หมากิน”

 

            “ห้ะ?”

 

            “ทำไมไม่รู้เรื่องห่าอะไรสักทีวะ”

 

            “..”

 

            “ทำไมแม่งควายอย่างนี้เนี่ย”

 

            “อ่าว .. ไอ้!!”

 

            “เหี้ย หุบปาก! กูแข่งบาสแพ้ ได้มาตัวแค่นี้ เอาไปซะ” ไม่เปิดโอกาสให้ด่าให้เถียงให้ตอบคำถามและให้ได้ต่อปากต่อคำ จงฮยอนก็ยื่นพวงกุญแจตุ๊กตาหมีตัวเท่ามือออกจากกระเป๋าและส่งให้ผม

 

            ผมรับไว้

 

 

 

            จงฮยอนมองหน้าผมสักพัก เหมือนจะรอให้ผมเถียงหรืออะไรบางอย่าง แต่ผมไม่ได้พูดอะไรออกไป เจ้าตัวถอนหายใจเฮือกก่อนจะหันหลังเดินออกไปทางเดิม

 

 

 

 

 

 

 

 

            “ก็ไอเหี้ยตัวไหนไม่รู้มันไม่ยอมบอกอะไรเลยนี่!!”

 

            “....”

 

 

 

 

 

            “ด่ากูควายแม่งดูตัวเองรึยังล่ะวะ ทำแบบนี้คิดว่าดูดีรึไงเล่า ที่กูไม่ได้กินข้าวเที่ยงไม่ใช่เพราะมึงรึไง กูเอาข้าวไปให้หมากินกูผิดมากเหรอ แล้วไอตัวที่มันเอาข้าวมาให้กูมันเคยแสดงตัวมั้ยล่ะ โดนแกล้งอยู่ทุกวันใครมันจะไปมีความสุขบ้างล่ะวะ กูก็มีความรู้สึกนะเว้ย”

 

            “.....”

 

 

            “อยากพูดก็พูดตรงๆดิ ควายอย่างกูมันไม่เข้าใจด้วยตัวเองได้หรอกว่ะ”

 

 

 

            ผมพูดตอบคำถามที่จงฮยอนมันถามมาทั้งหมด แผ่นหลังกว้างยังอยู่ที่เดิม มีเพียงการขยับขึ้นลงเพราะแรงหายใจ

 

 

 

            ไม่ตอบก็ไม่ต้องตอบ!

 

 

 

            ผมเดินไปตามทางกลับบ้านของผมปล่อยให้ไอบ้านั่นมันยืนคนเดียวไปแล้วกัน อยากกลับบ้านคงกลับเองได้

 

 

 

 

            แต่ก็อดไม่ได้ที่จะหันหลังไปเป็นระยะ นี่กูพยายามเดินช้าๆแล้วนะเว้ย!!

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

            “กูพนันกับพี่เขาว่า ถ้ากูชนะกูขอตุ๊กตาหมีตัวใหญ่ที่หน้าร้านพี่เขาแบบฟรีๆ เพราะกูไม่มีปัญญาจะซื้อ”

 

 

            “...”

 

 

 

            “วันนี้วันเกิดกู แต่คนที่กูอยากให้รู้เนี่ย แม่งเสือกไม่รู้สักนิด ถ้าให้รอของขวัญกูคงรอจนฟันหายหมดปาก กูเลยตั้งใจจะเอาของขวัญให้มันซะเอง”

 

 

            “....”

 

 

 

 

            “แล้วดูแม่งเดินหนีกูดิ!!! แล้วกูจะบอกยังไงเล่า!!”

 

 

           

            “......”

 

 

 

           

 

 

 

 

            ตึก ตึก

 

 

 

 

 

            เสียงรอบข้างดูเงียบลงไปพริบตามีเพียงเสียงอะไรก็ไม่รู้ที่มันดังจนจะทะลุออกมานอกหน้าอก .... จะบอกก็บอกกูคนเดียวดิ จะแหกปากบอกคนทั้งซอยทำไม!!!!

 

 

 

 

 

 

            “กูชอ--!”

 

 

            ผมรีบวิ่งไปปิดปากมันก่อนจะตะโกนคำประหลาดๆออกมาให้คนทั้งซอยที่ตอนนี้เริ่มแง้มประตูบ้านออกมาดูว่าเด็กที่ไหนมันเสียงดังหน้าบ้าน

 

 

 

 

            “เหี้ย! เก็บไว้บอกกูคนเดียวก็ได้ ไม่ต้องแหกปากบอกคนทั้งซอย!”

 

            จงฮยอนยิ้มรับ

 

 

 

            รอยยิ้มแบบที่ผมเพิ่งเห็นไปตอนหน้าโรงยิม รอยยิ้มที่เรียกให้ก้อนเนื้อด้านซ้ายมันเต้นผิดจังหวะอีกครั้ง

 

 

ก่อนเจ้าตัวจะเลื่อนริมฝีปากมาใกล้ใบหูก่อนจะพูดอะไรบางประโยค

 

            อยากจะโกรธมัน แต่การกระทำมันขัดกับสมองซะเหลือเกิน ... ได้แต่ยิ้มบ้าอยู่คนเดียวแล้วเดินกลับบ้านทางเก่า

 

 

            ไม่มีการพูดบอกลาใดๆทั้งนั้น แค่นี้ก็พอแล้ว

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“ตอนนี้กูยอมเกิดเป็นควาย ... ของมึงนะเว้ย”

 

 

 
 
 
 
 
 
 
 
 

edit @ 25 May 2016 22:13:09 by quietusyipsum

edit @ 20 Jun 2016 03:50:14 by quietusyipsum

edit @ 4 Jul 2016 02:47:36 by quietusyipsum