[OS] ยามเมื่อสายลมพัดหวน / changrick

posted on 04 Jul 2016 02:45 by quietusyipsum in OSchangrick directory Fiction

 

 

 

 

note : 

เรื่องนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากเพลง tonight คุณชายชเวของเราเป็นคนแต่งนี่แหละ ตอนแรกก็กะจะแต่งให้เข้ากับเนื้อเพลงล่ะนะ แต่ไปๆมาๆก็ออกทะเลซะเฉยๆ มันเป็นความสามรถพิเศษอยู่แล้วที่สามารถทำให้เนื้อเรื่องออกทะเลได้ 55555555555555555555

ขอให้มีความสุขกับการอ่านนะจ้ะ อาจจะไม่ดีมาก อ่านแล้วจะเม้นหรือจะมาพูคคุยหรือด่ากันได้ที่ทวิตเตอร์ @yugekun_ อยากมีโมเม้นแบบมีแท็กฟ้งแท็กฟิคแต่ว่า..อย่าเลย ไว้เรื่องยาวดีกว่า ยังไม่จบด้วยดิประเด็น ถถถถถถถถถถ เอาล่ะ พล่ามเยอะละ ขอบคุณอีกครั้งนะครับผม ^_^

ปล.ไม่รู้มันยาวเกินจะเป็นOSมั้ยนะ แต่ก็เป็น OS ไปเถอะ ถถถถ

 

- - - - - - - - - - -

 

 

 

 

 

 

ยามเมื่อลมพัดหวน ฉันจะกลับมาหาเธอเอง

 

 

 

     “เปลี่ยนไปเยอะเลยแฮะ”

 

     ผมยืนมองวิวทิวทัศน์ที่ค่อนข้างแปลกตาของเมืองที่คุ้นเคยยามบ่ายแก่ หลายปีแล้วที่จากที่แห่งนี้ไปด้วยความจำเป็นและได้กลับมาอีกครั้ง  ชีวิตของผู้คนที่นี่ไม่ได้เร่งรีบมากนักแต่เพราะความเจริญที่มีมากขึ้นทำให้มีตึกสูงเพิ่มมากขึ้นด้วย พวกตึกรามบ้านช่องเก่าๆก็หายไปเกือบหมด ผมยืนมองความเปลี่ยนแปลงจนกระทั่งสัญญาณจราจรรูปคนเปลี่ยนเป็นสีเขียวถึงได้เริ่มก้าวเดินอีกครั้ง

 

     ลมยามเย็นพัดวูบผ่านหน้าไปพร้อมกับกลิ่นหอมของอะไรบางอย่างทำให้ผมหยุดชะงัก

 

     “หอมจัง”

 

     ผมหยุดยืนระหว่างทางม้าลาย ไม่รู้ว่าทำไมแต่กลิ่นที่มาพร้อมกับสายลมนั้นมันช่างคุ้นเคยในความรู้สึกมากเหมือนเคยได้กลิ่นที่ไหนมาก่อน แต่ไม่ทันได้นึกคิดให้ดีว่าเคยได้กลิ่นนั้นที่ไหนผู้คนที่วิ่งสวนกันบนทางม้าลายเรียกสติให้ผมรีบข้ามไปอีกฝั่งทันก่อนเวลาสัญญาณจะเปลี่ยนเป็นสีแดง

 

     ผมกำลังจะเดินกลับบ้าน ระหว่างทางผมยังคงได้กลิ่นหอมนั่นตลอด กว่าจะรู้ตัวผมก็เดินตามกลิ่นนั้นมาจนไกลมากแล้ว ทิวทัศน์รอบทางเริ่มเปลี่ยนจากตึกใหญ่ๆเป็นบ้านหลังเล็กหลังน้อยและต้นไม้ดอกไม้เล็กใหญ่ตลอดข้างทาง กลิ่นหยุดลงพร้อมกับที่ตรงหน้าผมปรากฏเป็นสนามเด็กเล่นของหมู่บ้านเล็กๆชานเมือง

 

     “นี่เป็น..แถวบ้านเก่าสินะ เดินมาไกลเหมือนกันแฮะ”

 

     ผมย้ายกลับมาที่เมืองนี้แต่ไม่ได้กลับมาอยู่บ้านเดิม จริงๆที่นี่ก็ไม่ได้ไกลจากตัวเมืองมากมายอะไรขนาดนั้น รถเมล์มาถึงได้สบายๆแต่ก็นับว่าไกลพอสมควรถ้าเดินมาด้วยเท้า

 

     ที่นี่ยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนผมยังจำได้ดี สมัยตอนอยู่ชั้นประถมตัวผมที่ไม่ค่อยมีเพื่อนมากนักก็มักจะแวะมานั่งเล่นคนเดียวที่นี่เป็นประจำ  รอเวลาจนท้องฟ้าเป็นสีส้มเพื่อให้แน่ใจว่าคุณแม่กลับมาถึงบ้านแล้วค่อยเดินกลับบ้าน ยังดีที่มีลูกหมาตัวเล็กๆให้เล่นด้วยเป็นเพื่อนแก้เหงา ชีวิตเด็กๆก็วนเวียนอยู่แค่นี้ ไม่ได้มีอะไรให้น่าจดจำมากมายนักเพราะหลังจากนั้นไม่นานแม่ผมก็ต้องย้ายไปทำงานที่ต่างเมืองผมจึงต้องจากที่นี่ไปแบบช่วยไม่ได้ และตอนนี้แม่ผมก็ย้ายกลับมาทำงานที่นี่อีกครั้งผมถึงได้กลับมาด้วย กลับมาเป็นนักเรียนมัธยมปลายที่เมืองนี้

 

     ผมเดินสำรวจรอบๆนิดหน่อยแต่ดูเหมือนผมจะโดนเล่นงานจากความเมื่อยล้าจากการเดินทางไกลซะก่อนเลยตัดสินใจเดินไปนั่งพักที่ชิงช้าแทน แต่ก็ต้องแปลกใจเมื่อบนชิงช้ามีดอกไม้สีขาวดอกเล็กๆวางอยู่ เมื่อเดินเข้ามาใกล้ก็เริ่มได้กลิ่นมันชัดเจนมากขึ้น กลิ่นหอมที่คุ้นเคย

 

     “ดอกลิลลี่ออฟเดอะแวลเลย์เหรอ”

 

     ผมหยิบมันขึ้นมาดูแล้วนั่งลงบนชิงช้าตัวเล็กออกแรงแกว่งตัวไปมาเล็กน้อยจนเกิดเสียงเอี๊ยดอ๊าดของโซ่ขึ้นสนิม เป็นดอกไม้เล็กๆแค่ดอกเดียวแท้ๆแต่ทำไมถึงส่งกลิ่นหอมชัดเจนในความรู้สึกมากนักนะ

 

     ตุบ!

 

     “โอ๊ย!!”

 

     เสียงวัตถุขนาดใหญ่หล่นลงกระแทกกับพื้นเสียงดังมาจากด้านหลังพร้อมกับเสียงร้องโอดโอยจนผมต้องหันกลับไปดูและพบเด็กผู้ชายที่ดูจะอายุรุ่นราวคราวเดียวกันกำลังนั่งปัดเศษดินออกจากแขนขาและเสื้อผ้าของตัวเอง พอมองขึ้นไปด้านบนถึงได้รู้ว่าเขาคงตกลงมาจากต้นไม้ต้นใหญ่ด้านหลังนี้แน่ๆ

 

     “เป็นอะไรรึเปล่า”

 

 

     ผมตะโกนถาม อีกคนมองหน้าผมแล้วเบิกตากว้าง ดวงตากลมโตยิ่งโตเข้าไปใหญ่ ริมฝีปากสีเชอร์รี่อ้ากว้าง คงไม่คิดว่าจะมีใครอยู่แถวนี้ในตอนเย็นถึงได้ตกใจขนาดนั้น แถมยังโดนเห็นว่าตัวเองตกลงมาจากต้นไม้แล้วด้วย คงตกใจมาก แต่ว่าหน้าหมอนี่มันตลกชะมัด

 

     “นะ..นาย มาตั้งแต่เมื่อไหร่”

 

     “ก็พอเห็นว่ามีคนตกจากต้นไม้ล่ะนะ”

 

     “ชิ! บ้าจริง นายห้ามไปบอกใครเด็ดขาด”

 

     “ทำไมฉันต้องทำตามที่นายขอด้วยล่ะ”

 

     “ฉันไม่ได้ขอซะหน่อย ฉันกำลังสั่งนายอยู่นะ” กล้าใช้คำสั่งกับคนที่เพิ่งเจอกันครั้งแรก ชื่อแซ่อะไรก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำเนี่ยนะ นิสัยเด็กจริงๆ

 

     “นายเป็นเด็กประถมหรือไง”

 

     “นายนั่นแหละเด็กประถม! อ้ะ! ซวยแล้วววว”

 

     หลังจากตะโกนแล้ว เด็กนั่นก็ทำท่าทางเหมือนคิดอะไรออกแล้วรีบลุกวิ่งออกไปเลย ผมมองตามท่าทางตลกๆของเขาจนลับหายไปจากสนามเด็กเล่น นี่ก็เย็นแล้ว ผมควรกลับบ้านบ้างดีกว่าสินะ ผมลุกขึ้นยืนเตรียมออกจากสนามเด็กเล่นแต่ไม่ทันจะพ้นขอบรั้วกั้นด้วยซ้ำก็โดนชนเข้าเต็มๆจนล้มไม่เป็นท่ากันทั้งคู่

 

     “โอ้ย!”

 

     “ไอบ้า! เดินไม่ดูตาม้าตาเรือบ้างหรือไงเนี่ย” ผมมองคนที่จู่ๆก็วิ่งมาชนผมแล้วยังมีหน้ามาว่ากันแบบนี้อีก

 

     “นายสิ วิ่งไม่ดูทางบ้างรึไงห้ะ!”

 

     “นายนั่นแหละผิด!”

 

     “นี่!”

 

     “เอาหน่า อย่ามาเถียงกันเลย” อีกคนว่าแล้วลุกขึ้นปัดกางเกงตัวเอง .. ผมรึเปล่าที่ต้องบอกแบบนั้น เจ้าเด็กอ้วนเอ้ย! ทั้งๆที่ดูจะอายุรุ่นราวคราวเดียวกันแท้ๆแต่หมอนี่กลับดูเหมือนเด็กกว่าผมหลายเท่า

 

     “นาย...ช่วยอะไรหน่อยดิ”

 

     “ทำไมฉันต้องช่วยด้วย” ผมว่าแล้วเดินออกมา แต่อีกคนก็รั้งแขนผมเอาไว้เขย่าเบาๆ

 

     “นะ ช่วยหน่อยเถอะ ขอร้อง นายเป็นคนเดียวที่จะช่วยฉันได้”

 

     “ไร้สาระหน่า ฉันจะไปช่วยอะไรได้ ฉันจะกลับบ้านละ” ผมสะบัดแขนออกจากอีกคน หันหลังให้ แต่อีกคนก็วิ่งมาขวางหน้าอีกครั้ง

 

     “นายต้องช่วยได้แน่”

 

     “เอาอะไรมามั่นใจว่าฉันจะช่วยได้”

 

     “ความรู้สึก”

 

     “ตลกแล้ว นายเป็นใคร ฉันเป็นใคร เรายังไม่รู้จักกันด้วยซ้ำ”

 

     “นั่นแหละปัญหาของฉัน...”

 

     “หมายความว่าไง?”

 

     “คือ.....” คนตัวเล็กก้มหน้ากัดริมผีปาก “คือฉันจำไม่ได้อ่ะ ฉันก็ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใครหรือฉันกำลังจะไปทำอะไร ทั้งๆที่เมื่อกี้เหมือนจะนึกออกแล้วแท้ๆ แต่ว่าพอวิ่งออกไปมันก็ลืมไปแล้วอ่ะ”

 

     ผมฟังอีกคนพูด จะบอกว่าอึ้งก็คงได้ คนอะไรจะลืมตัวเองได้เร็วขนาดนั้น หมอนี่ท่าจะเพี้ยนหนัก

 

     “นายเอาหัวลงตอนหล่นมาจากต้นไม้รึไง ถึงจำอะไรไม่ได้”

 

     “ถ้าเอาหัวลงก็คอหักตายไปแล้วสิ ไม่ได้มายืนเถียงกับนายอยู่แบบนี้หรอกนะ!”

 

     “ไร้สาระแล้ว ใครจะไปเชื่อนาย กลับบ้านตัวเองไปเถอะ” ผมหันหลังกลับเป็นรอบที่สาม ไร้สาระชะมัด แล้วผมก็บ้า มัวแต่มาฟังคนบ้าพูดอะไรก็ไม่รู้ บางทีหมอนี่อาจจะเป็นพวกสิบแปดมงกุฎหลอกปล้นแล้วฆ่าก็ได้ ทางที่ดีควรจะอยู่ห่างๆเอาไว้คงดีกว่า คนเราเห็นหน้าใสซื่อแต่ก็เชื่อใจไม่ได้

 

     “จงฮยอน!” เสียงตะโกนเรียกชื่อผมทำให้ผมชะงัก หมอนี่รู้ชื่อผมได้ยังไง ผมจำได้ว่ายังไม่ได้บอกด้วยซ้ำนะ

 

     “เมื่อกี้นายว่าไงนะ” คนที่เพิ่งเอ่ยเรียกชื่อผมเมื่อกี้ยกมือขึ้นปิดปากตัวเอง

 

     “นายรู้ชื่อฉันได้ไง” ผมเดินเข้าไปใกล้อีกคนมากขึ้นและจับไหล่ทั้งสองข้างของเขาเอาไว้ นี่มันเรื่องบ้าอะไรเนี่ย หรือผมจะโดนขู่รีดเงินอยู่จริงๆกันล่ะ

 

     “มะ-ไม่รู้ เมื่อกี้ปากมันไปเอง”

 

     “นายเป็นใครกันแน่ บอกมานะ” ผมออกแรงบีบไหล่อีกคนแน่นขึ้น

 

     “ก็บอกว่าไม่รู้ไง ฉันจำอะไรไม่ได้จริงๆ ชื่ออะไรก็ไม่รู้ ฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง ทางกลับบ้านคือทางไหนฉันก็ไม่รู้ ฉันไม่รู้อะไรสักอย่างเลย..ฮึก” เขาร้องไห้ออกมาทันทีที่พูดจบ ผมพูดอะไรไม่ออก ไหล่เล็กนั่นสั่นเบาๆจนผมต้องคลายแรงบีบแล้วปล่อยมือออกจากไหล่บอบบางนั่น

 

     “ขอโทษ” ผมเอ่ยขอโทษออกไปทั้งๆที่มันไม่ใช่ความผิดอะไรของผมสักนิด ผมไม่ได้ทำให้เขาร้องไห้ซะหน่อย เสียงสะอื้นดังขึ้นกว่าเก่า แล้วทำไมต้องมาร้องไห้ต่อหน้ากันด้วยเนี่ย!!!

 

     “เอาล่ะๆ ฉันจะช่วยนายก็ได้ หยุดร้องได้แล้ว”

 

     “จะ-จริงเหรอ”

 

     “จนกว่านายจะหยุดร้องไห้”

 

     “ไม่ร้องแล้ว นายจะช่วยจริงๆใช่มั้ย ขอบคุณนะ นายนี่ใจดีที่สุดเลย!” คนตัวเล็กฉีกยิ้มกว้างกระโดดดีใจเหมือนเด็กเล็กเวลาได้ของขวัญจากพ่อแม่ไม่มีผิดจนผมอดยิ้มตามไม่ได้กับท่าทางสดใสร่าเริงเกินเหตุแบบนั้น .. เอ้ะ! แล้วผมจะยิ้มตามทำไมกัน ผมรีบหุบยิ้มแล้วกลับมาตีหน้าขรึมเหมือนเดิม

 

     “แฮ่ม” ผมกระแอมเบาๆ “...ว่าแต่จะให้ช่วยยังไงล่ะ” เราเดินออกมาจากบริเวณนั้นเรื่อยๆ คนที่เดินข้างกันก็ทำหน้าครุ่นคิด

 

     “อืม..จงฮยอนชื่อจงฮยอนใช่มั้ยล่ะ แต่ว่าฉันไม่มีชื่อ”

 

     “ฉันก็ไม่ได้อยากรู้ชื่อนายซะหน่อย”

 

     “ได้ไงล่ะ แบบนี้มันไม่ค่อยแฟร์นะ ฉันก็อยากมีชื่อเหมือนจงฮยอนเหมือนกันนะ”

 

     “งั้น...” ผมมองหน้าอีกคนแล้วทำท่าครุ่นคิด จะให้อมนี่ชื่ออะไรดีล่ะ ผมก็ไม่ได้เก่งเรื่องการตั้งชื่อคนหรอกนะ เขาตัวเล็กออกไปทางอวบๆ ผิวขาวดูบริสุทธิ์ ตากลมโต กับท่าทางหงิงๆนั่น เห็นแล้วมันก็อดนึกถึงอะไรบางอย่างไม่ได้ ผมว่าชื่อนี้ก็น่าจะเข้ากับเขาดี

 

     “..ริคกี้...ดีมั้ย?”

 

     “ริคกี้เหรอ? ชื่อดูเหมือนฝรั่งจัง ทำไมถึงชื่อริคกี้ล่ะ?” อีกคนเอียงคอถามอย่างสงสัย เหมือนอ่ะ มองยังไงก็เหมือน

 

     “จริงๆมันเป็นชื่อหมา..”

 

     “เอ้ะ! นี่จงฮยอนว่าเราเหมือนหมาเหรอ!” เจ้าของชื่อริคกี้ที่ผมเพิ่งตั้งให้เมื่อกี้มองค้อนผมยกใหญ่ สรรพนามเรียกตัวเองก็เปลี่ยนไปด้วย นั่นทำให้ผมหัวเราะ ..อะไรวะ หัวเราะอีกแล้วเหรอเนี่ย

 

     “บ้า!” ริคกี้เหวใส่ผมแล้วเดินเร็วๆนำออกไป

 

     “อ่าวๆ เดินเร็วขนาดนั้น รู้ทางไปรึไง” เขาหงุดชะงักแล้วเดินกลับมาหาผม หน้าตาบูดบึ้งนั่นทำให้ผมกลั้นขำอีกแล้ว หมอนี่ตลกดีจัง ไม่รู้ว่าวันนี้ชเวจงฮยอนกลั้นขำไปกี่รอบแล้ว

 

     “นำไปสิ”

 

     ผมส่ายหน้าน้อยๆแล้วเดินนำริคกี้ไป อีกคนเดินตามมา ถึงจะมองไม่เห็นแต่ก็พอจะรู้ได้ว่าเจ้าตัวคงจะแอบบ่นหรือก่นด่าผมอยู่ในใจแน่นอน ผมเดินนำมาจนถึงหน้าบ้านเก่าของตัวเอง ผมหยุดยืนอยู่หน้าบ้านสักพักหนึ่ง บ้านหลังนี้มีคนมาอยู่ต่อแล้ว เห็นได้จากรถยนต์ที่จอดอยู่ตรงที่จอดรถ นี่เองก็คงเป็นเหตุผลที่ผมไม่สามารถกลับมาอยู่ที่บ้านนี้ได้

 

     “มีอะไรเหรอ?” เสียงแหลมเล็กเรียกให้ผมหลุดออกจากภวังค์ ผมตอบไปว่าไม่มีอะไรก่อนจะออกเดินต่อจนถึงบริเวณป้ายรถเมล์ รอเพียงไม่นานรถเมล์ก็มาจอดเทียบ ผมพาริคกี้นั่งรถเข้าไปในตัวเมือง มันคงจะพอมีประโยชน์มากกว่าหากว่าอีกคนยังคงจำอะไรไม่ได้อีก ผมก็คงพาเขาไปหาสถานีตำรวจใกล้ๆแถวนั้น ส่วนตัวเองก็จะได้กลับบ้านได้ง่ายด้วย

 

     ทิวทัศน์ข้างทางเปลี่ยนจากบรรยากาศที่ค่อนข้างเป็นธรรมชาติกลาเป็นตึกปูนหลายตึกติดกัน ดวงตะวันเริ่มคล้อยต่ำลงเปลี่ยนท้องฟ้าเป็นสีฟ้าหม่นเหลือบส้มเล็กน้อย ริคกี้นั่งมองทิวทัศน์นั้นแล้วร้องตื่นเต้นเหมือนกับไม่เคยเห็นมาก่อน

 

     “ว้าว มีตึกใหญ่ๆเยอะแยะเลยนะเนี่ย จงฮยอนอยู่ในเมืองแบบนี้เหรอ ไม่ค่อยมีต้นไม้เลยแฮะ ไม่เหมือนกับที่เมื่อกี้เลย” ถึงจะดูเป็นเหมือนคำถามแต่เจ้าตัวก็ไม่ได้ใส่ใจว่าผมจะตอบรึเปล่า ไม่นานรถประจำทางก็จอดเมื่อถึงจุดหมาย ผมพาอีกคนเดินลงมาและเดินไปเรื่อยๆในย่านการค้า เดินผ่านร้านรวงต่างๆมากมายไปเรื่อยๆ

 

     “จงฮยอนๆ ดูไก่ทอดร้านนั้นสิ น่ากินจัง” ริคกี้เขย่าแขนผมอีกครั้งแล้วชี้ไปทางร้านแฟรนไชส์ที่มีรูปไก่ทอดชิ้นใหญ่เด่นหราอยู่ ดวงตากลมโตนั้นดูเปล่งประกายมากกว่าปกติเมื่อพูดถึงไก่ทอด คงจะหิวแล้วสินะ ผมเองก็เริ่มหิวนิดหน่อยเหมือนกัน คงจะหมดพลังงานไปกับการเดินไปไกลๆ

 

     “อยากกินเหรอ?”

 

     “อื้ม” ผมเดินเข้าไปในร้าน เข้าแถวต่อคิวไม่นานแล้วสั่งชุดไก่ทอดที่คิดว่าคงพอจะรองท้องได้สำหรับสองคน เพราะว่าผมเองก็มีเงินไม่มาก และดูเหมือนริคกี้จะไม่มีเงินติดตัวเลยด้วยซ้ำ ไม่รู้ว่าจะเอามาเป็นภาระทำไม ต้องโทษตัวเองที่เป็นคนขี้ใจอ่อนและแพ้น้ำตาเกินไป

 

     หลังจากเสร็จภารกิจจากร้านไก่ทอด ผมก็พาริคกี้เดินเล่นแถวตลาดนั้น เดินเข้าร้านนู้นออกร้านนี้ไปเรื่อยเปื่อย คนตัวเล็กดูจะตื่นเต้นกับทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้าตัวได้พบเจอ คอยชวนเขาไปนู่นไปนี่ตามใจตัวเองแต่ว่าผมก็ไม่ได้ขัดขืนอะไร ผมเองก็ไม่รู้ตัวหรอกว่าทำไมถึงต้องไปทำตามหรือยอมให้อีกคนลากไปลากมาอยู่ได้ แต่ว่าผมก็ไม่ได้รำคาญอะไร ซ้ำยังรู้สึกว่าตัวเองยิ้มออกมากว้างมากด้วย

 

     “จงฮยอน คุ้กกี้ร้านนั้นน่ารักจัง”

 

     “จะกินอีกแล้วเหรอ”

 

     “ไม่ได้จะกินซะหน่อย! ก็แค่บอกว่ามันน่ารักเองนะ!”

 

     “แล้วจะโกรธทำไมเนี่ย ฉันก็ไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย” ผมว่าแล้วเดินนำไปที่ร้านคุ้กกี้ที่อีกคนบอก คุณป้าเจ้าของร้านท่าทางใจดีเอ่ยต้อนรับเรา ผมหันไปมองริคกี้ที่ยังคงยืนกอดอกอยู่หน้าร้านไม่ยอมเข้ามาสักทีก็ได้แต่ถอนใจ ผมบอกกับป้าเจ้าของร้านให้รอสักครู่แล้วเดินออกจากร้านมาหยุดตรงหน้าเจ้าของร่างอวบที่ยืนเล่นตัวอยู่หน้าร้าน

 

     “ดูทำ”

 

     “ทำไร”

 

     “จะกินไม่กิน”

 

     “เดี๋ยวจงฮยอนก็ว่าเราอีก” ผมถอนใจออกมา เจ้านี่ต้องคิดจริงจังทุกเรื่องเลยหรือไงนะ ไม่เข้าใจเหรอว่าผมแค่พูดหยอกเล่นเท่านั้นเอง

 

     “ล้อเล่นน่ะ ล้อเล่น เข้าใจมั้ย” ผมพูดพร้อมยื่นมือออกไปยีหัวริคกี้จนมันฟูยุ่งจนเจ้าตัวโวยวายแล้วปัดมือของผมออก

 

     “พอเลยนะ” ผมเผลอยิ้มมุมปากออกมาเมื่อเห็นหน้าตายุ่งๆของเจ้าตัวยุ่ง อยู่กับคนตัวเล็กนี้แค่ไม่กี่ชั่วโมงก็ทำเอาเขาปวดหัวได้ไม่ใช่น้อยเลยสินะ

 

 

 

     “จงฮยอน..จงฮยอนจริงๆด้วย”

 

     เสียงเรียกที่คุ้นเคยดังขึ้นไกลๆตามด้วยเจ้าของเสียงที่วิ่งเข้ามาใกล้ขึ้นจนผมสามารถเห็นได้ชัด .....ชานฮีนั่นเองที่เป็นเจ้าของเสียงเรียกนั้น

 

     “ช-ชานฮี”

 

     “จงฮยอนกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่?”

 

     เจ้าของร่างผอมบางและใบหน้าหวานสวยราวกับสตรีเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มหวานที่ยิ่งแต่งแต้มความน่ารักให้ชัดเจนขึ้นบนใบหน้านั้น หัวใจของผมมันเต้นแรงขึ้นมาเสียดื้อๆ ชานฮีเป็นเพื่อนเมื่อตอนสมัยผมยังเรียนอยู่ที่นี่ ถึงผมจะเคยบอกว่าผมมีเพื่อนไม่มาก แต่ชานฮีก็เป็นเพื่อนอีกคนที่คอยช่วยเหลือผมอยู่ตลอด หลังจากที่ผมย้ายไปอีกเมืองเราก็ไม่ได้ติดต่อหรือพบเจอกันอีกเลย

 

     “เพิ่งกลับมาสองสามวันแล้ว ช-ชานฮีมาทำอะไรแถวนี้เหรอ?” ผมถามออกไป ชานฮียิ้มกว้าง

 

     “ฉันมาซื้อของให้แม่น่ะ บังเอิญเห็นคนที่ดูคุ้นๆแล้วคิดว่าเป็นจงฮยอนเลยลองทักดูแล้วก็เป็นจงฮยอนจริงๆด้วย” ชานฮีพูดด้วยรอยยิ้มสดใสเหมือนดอกทานตะวัน ผมหยักหน้ารับ ทำอะไรไม่ค่อยถูกยามเมื่อจ้องมองรอยยิ้มอบอุ่นของชานฮี มันยังทำให้ผมใจเต้นได้เสมอไม่มีเปลี่ยน ...ใช่แล้ว ผมน่ะเคยชอบชานฮี

 

     “ชานฮีมาคนเดียวเหรอ ไปเดินด้วยกันมั้ยล่ะ”

 

     “แต่ว่า..” ชานฮีมองไปทางด้านหลังของผมที่มีริคกี้ยืนหลบอยู่ พอโดนชานฮีจ้องเข้าแบบนั้นริคกี้ก็ยิ่งเดินเข้ามาชิดหลังผมมากขึ้น ชานฮีกำลังจะเข้าใจผิด

 

     “ไม่ใช่แบบนั้นนะ”

 

     “ฮ่าๆ ฉันยังไม่ได้ว่าอะไรเลยอย่าร้อนตัวสิ”

 

     “ไม่ได้ร้อนตัวนะ แต่ว่าฉันกับหมอนี่ไม่ได้เป็นอะไรกันจริงๆนะ ใช่มั้ย?” ผมว่าอย่างร้อนรนแล้วหันไปขอคำตอบกับคนที่หลบอยู่ด้านหลังให้ช่วยยืนยัน แต่ว่าริคกี้ก็ยังคงยืนนิ่งไม่ยอมตอบคำถามของผม

 

     “จงฮยอน อย่าทำตัวน่ากลัวนักสิ เขาจะร้องไห้แล้วนะ ฉันไม่กวนแล้วดีกว่าต้องรีบไปซื้อของน่ะ ไว้คราวหน้าเราค่อยออกมาเดินเที่ยวด้วยกันก็ได้ นายด้วยนะ ...งั้นฉันไปก่อนละ แล้วเจอกัน”

 

 

     ชานฮีรีบเอ่ยลาแล้วเดินออกไปทันที โดนชานฮีเข้าใจผิดไปแล้วสินะ ทั้งที่มีโอกาสได้เจอกันอีกครั้งแล้วแท้ๆแต่ก็โดนเข้าใจผิดจนได้ ผมหันหลังกลับไปหาคนที่ยังคงยืนห่อไหล่นิ่งไม่ไหวติง มันน่าโมโหอยู่จริงๆที่ริคกี้มีปฏิกิริยาแบบนี้

 

     “ทำไมนายถึงไม่ช่วยปฏิเสธล่ะ”

 

     “เรา...”

 

     “นายรู้มั้ยว่ากำลังทำอะไรอยู่ห้ะ!”

 

     “เรา..ขอโทษ”

 

     “นายมันเป็นตัวยุ่ง”

 

     “จ-จงฮยอนชอบ คนนั้น...เหรอ?”

 

     “ใช่! ฉันชอบชานฮี แต่ตอนนี้โดนเข้าใจผิดไปแล้ว!” ริคกี้ก้มหน้าลงจนชิดอกมากกว่าเก่า ไหล่เล็กสั่นเคลือเล็กน้อย ผมกำลังโกรธ โกรธแบบที่ไม่รู้ตัวเหมือนกันว่ามันต้องโกรธถึงขนาดนี้เลยหรือ แต่ว่ามันโกรธจนทนไม่ไหวจริงๆ

 

 

     “เราแยกกันตรงนี้แล้วกัน ไม่ต้องตามฉันมาอีก ฉันจะไม่ช่วยนายแล้ว ในเมื่อนายก็ไม่ได้ช่วยฉัน”

 

     ผมเดินออกมาแล้วทิ้งอีกคนไว้ตรงหน้าร้านคุ้กกี้แบบนั้นโดยไม่ได้หันกลับไปมอง ไม่รู้ว่าควรจะเดินตามชานฮีไปหรือเปล่าแต่สุดท้ายผมก็เลือกที่จะเดินกลับบ้านเพราะผมไม่รู้ว่าชานฮีเดินไปที่ไหน ถึงตามไปก็ไม่รู้ว่าจะได้เจอชานฮีรึเปล่า

 

     ผมเดินมาเรื่อยๆ นึกหงุดหงิดตัวเองที่ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไร ระหว่างยืนรอรถเมล์ที่ป้าย จู่ๆผมก็นึกถึงคนที่เป็นปัญหาขึ้นมา นึกถึงคนที่ยืนตัวสั่นอยู่หน้าร้านคุ้กกี้แล้วก็รู้สึกเป็นห่วง ไม่รู้ว่าริคกี้จะยืนร้องไห้งอแงอยู่หน้าร้านคุ้กกี้หรือเปล่า หรือว่าเจ้าตัวอาจจะร้องไห้จนวิ่งหนีไปแล้วก็ได้ แต่คนที่บอกว่าตัวเองจำอะไรไม่ได้เลยแบบนั้นจะวิ่งไปไหนได้ล่ะ ถ้าเกิดว่าวิ่งหลงทางไปเจอกับอะไรที่อันตรายขึ้นมา หมอนั่นจะเอาอะไรไปป้องกันตัวเองกันนะ คนที่ดูท่าทางอ่อนแอไม่สู้คนแบบนั้น

 

     คิดได้แบบนั้นผมก็พาตัวเองวิ่งไปที่หน้าร้านคุ้กกี้อีกครั้ง ผู้คนเดินกันขวักไขว่แต่ไร้ซึ่งวี่แววของริคกี้เลยแม้แต่น้อย

 

     “หายไปไหนของเขาเนี่ย”

 

     ความรู้สึกกลัวคลืบคลานเข้ามาในหัวใจของผม ผมกลัว กลัวว่าอีกคนจะหายไปจากสายตา กลัวว่ารอยยิ้มสดใสและเสียงหัวเราะขี้เล่นนั่นจะหายไปตลอดกาล ผมวิ่งเข้าไปถามคุณป้าร้านคุ้กกี้ เธอบอกว่าเห็นเด็กคนนั้นยืนร้องไห้แล้วพึมๆพำว่านึกอะไรออกสักอย่างแล้ววิ่งออกไป

 

     นึกอะไรออกงั้นเหรอ?

 

 

     ผมเดินออกมาจากร้าน จู่ๆความทรงจำบางอย่างก็ไหลเข้ามาเหมือนกับสายน้ำจนผมต้องยกมือขึ้นกุมขมับตัวเองที่มันปวดตุบๆ ความรู้สึกว่าคุ้นเคยกับเด็กคนนั้นมันคืออะไรกัน ภาพรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของริคกี้ฉายชัดเข้ามาในความทรงจำ กลิ่นหอมของดอกลิลลี่ออฟเดอะแวลเลย์ลอยมาพร้อมกับลมที่พัดวูบผ่านหน้าของผมไป

 

 

     กลิ่นนี้อีกแล้ว

 

 

     กลิ่นหอมของดอกไม้สีขาวขนาดเล็ก

 

 

 

     เหมือนกับสติที่หายไปกลับเข้ามาอีกครั้ง ผมรีบวิ่งไปตามทางเรื่อยๆ ในใจก็ได้แต่ภาวนาว่าขอให้ผมได้พบเจอกับเด็กคนนั้นอีกครั้ง เพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น ความรู้สึกคิดถึงกัดกินหัวใจจนผมนึกเกลียดขาตัวเองที่สามารถวิ่งได้เร็วเพียงแค่นี้

 

     ผมจำได้แล้ว

 

 

     ผมจำได้ทุกอย่างเลย

 

 

 

     ช่วยรอฉันอีกนิดนะ

 

 

     ผมวิ่งมาจนถึงสนามเด็กเล่นเก่าที่แสนคุ้นตาที่เดิม หยุดหอบหายใจเล็กน้อยให้หายเหนื่อย แสงอาทิตย์ลาลับไปจากขอบฟ้า ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนจากสีส้มอ่อนๆเป็นสีฟ้าหม่นมืดยามเย็นใกล้ค่ำแบบนี้ สว่างพอที่จะมองเห็นบริเวณรอบๆได้ชัดเจน แสงไฟที่เสาไฟข้างทางเริ่มส่องแสงสว่างนำทางเมื่อความมืดเริ่มย่างกรายเข้ามาเต็มที ผมมองไปรอบๆสักพักก็เห็นร่างที่คุ้นตานั่งไกวชิงช้าเก่าๆไปมาส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด ผมรู้ได้ทันทีว่านั่นต้องเป็นริคกี้แน่ๆ ริคกี้ที่รอผมอยู่ที่นี่มานานเหลือเกิน

 

     ผมหยุดยืนตรงหน้าคนตัวเล็ก ใบหน้าขาวใสนั้นกลับซีดลงไปถนัดตา ท่าทางอ่อนแรงเหมือนคนที่พร้อมจะหลับไปได้ทุกเวลาของเขาทำให้ผมชะงัก ผมนั่งยองลงตรงหน้าเขา ตบหน้าเบาๆเรียกสติที่ดูโรยแรงของเขาให้กลับมา

 

     “ริคกี้...ตื่นสิ ริคกี้ อย่าเป็นอะไรนะ ฉันจำได้แล้ว ...จำได้แล้ว ตื่นขึ้นมาเถอะนะ .....ฉันขอโทษที่ปล่อยให้นายรอนาน ริคกี้.... ตื่นสิ”

 

     ผมเรียกอีกคนอยู่หลายครั้งจนกระทั่งเปลือกตาสวยปรือขึ้นเล็กน้อย

 

     “จ-จงฮยอน จำได้แล้วเหรอ...ดีใจจัง”

 

 

     ริคกี้ฝืนยิ้มออกมา เป็นยิ้มที่ดูไร้เรี่ยวแรง ตัวเองจะไม่ไหวอยู่แล้วแต่ยังจะมาฝืนยิ้มให้กันอีก หัวใจของผมมันทรมานมากเลยนะ รู้บ้างมั้ย

 

     “นายต้องเข้มแข็งนะ อดทนไว้ ฉันจะพานายไปโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้แหละ” ผมดึงอีกคนเข้ามากอดและพยายามพยุงตัวเขาให้ลุกขึ้น แต่ว่าอีกคนก็รั้งตัวเองเอาไว้

 

     “ไม่เอา จงฮยอนอยู่กับเราที่นี่นะ ....อย่าเพิ่งไปไหนเลย”

 

     “แต่ว่-”

 

     “นะ...”

 

     “อือ ฉันจะอยู่กับนายที่นี่ จะไม่ไปไหน อย่าเป็นอะไรไปนะ”

 

 

     ผมว่าแล้วกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น ตัวของริคกี้เริ่มเย็นลงเนื่องด้วยอากาศ ผมเปลี่ยนไปนั่งที่ชิงช้าแล้วดึงให้อีกคนนั่งลงบนตักของผมแทน ทั้งๆที่นี่เป็นเรื่องสำคัญแท้ๆแต่ผมกลับลืมมันไปจนได้ ลืมเรื่องสำคัญและคนที่สำคัญที่สุดไปได้ยังไงกันนะ ผมมันแย่จริงๆ

 

 

 

     ผมเคยบอกว่าสมัยเป็นนักเรียนชั้นประถมผมมักจะมานั่งเล่นที่นี่บ่อยๆ นั่นเป็นเพราะว่าผมไม่มีเพื่อนที่โรงเรียนมากนัก ถึงแม้เวลาอยู่ที่โรงเรียนผมจะมีชานฮีเป็นเพื่อน แต่เพราะว่าบ้านเราไกลกันมากเลยไม่ได้เล่นกันเหมือนเพื่อนคนอื่นๆที่เขาเล่นมักจะเล่นกันก่อนกลับบ้าน ตอนนั้นผมรู้สึกเหงาเพราะว่าที่บ้านผมไม่มีใครเลย คุณแม่ของผมก็ต้องออกไปทำงานที่ในเมืองกว่าจะกลับมาถึงบ้านก็เย็นมากแล้ว

 

 

     ที่บ้านผมไม่มีใครอยู่เลย ผมที่เพิ่งเสียพ่อไปนั้นไม่อยากจะกลับไปอยู่ที่บ้านคนเดียวเพราะที่นั่นทำให้ผมคิดถึงท่านมากเหลือเกินและแม่ผมก็งานยุ่งขึ้นเรื่อยๆเพราะต้องคอยหาเงินมาเลี้ยงดูผม ผมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นภาระของครอบครัว เป็นภาระของคุณแม่ ผมนั่งไกวชิงช้าไปเรื่อยๆรอให้ถึงเวลากลับบ้านแต่ในขณะที่ผมกำลังเศร้าและเหงาผมก็ได้พบกับเพื่อนใหม่ เขาบอกกับผมว่าตัวเองชื่อริคกี้.....จากนั้นเขาก็มาหาผมที่นี่ทุกเย็น เราเล่นกันและสนิทกันมากจนคิดว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตผมไปแล้ว เป็นเหมือนคนในครอบครัว เป็นแสงสว่าง เป็นทุกๆอย่างที่ฉุดดึงผมขึ้นมาจากความมืดมิด

     แต่ทว่าเวลาแห่งความสุขมันมักจะแสนสั้นเสมอเมื่อผมต้องย้ายไปที่เมืองอื่นด้วยตำแหน่งทางการงานของคุณแม่ ผมบอกลาริคกี้และสัญญาว่าจะกลับมาอีกครั้งและขอให้ริคกี้รอผมโดยที่ผมมอบดอกลิลลี่ออฟเดอะแวลเลย์ไว้แทนคำมั่นสัญญาว่าผมจะกลับมาเหมือนความหมายของดอกไม้ดอกนี้

 

 

 

     ...นั่นคือความทรงจำที่ผมได้หลงลืมไปชั่วขณะ

 

 

 

 

     “จงฮยอนรู้ความหมายของดอกลิลลี่ออฟเดอะแวลเลย์รึเปล่า” ริคกี้เอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม ผมผละออกมาแล้วยิ้มให้เขา พยักหน้าขึ้นลงหลายครั้งเพื่อบอกให้อีกคนรู้ว่าผมรู้ความหมายของมัน

 

     “รู้สิ” ...รู้ดีมาโดยตลอด

 

     “ดอกลิลลี่ออฟเดอะแวลเลย์น่ะ หมายถึงความสุขที่หวนคืนมา แล้วตอนนี้จงฮยอนก็กลับมาหาเราแล้ว เราขอโทษที่ลืมไปนะ ....ขอโทษที่เพิ่งนึกออก

.

.

....จงฮยอนอย่าเดินหนีเราอีกนะ เราเสียใจมากเลย เรากลัว...กลัวว่าจงฮยอนจะไม่กลับมาหาเราอีก...ฮึก”

 

 

     ผมเอื้อมมือไปเช็ดน้ำตาที่ไหลอาบแก้มนุ่มที่เคยมีสีเลือดฝาดที่ตอนนี้มันกลับเย็นเสียจนมือของผมสั่นสะท้านไปหมด

 

 

     ผมต่างหากที่ต้องเป็นฝ่ายขอโทษ ถ้าผมจำได้เร็วกว่านี้สักหน่อย ริคกี้คงไม่เป็นแบบนี้

 

     “เด็กโง่..ฉันต่างหากที่ผิด นายไม่ได้ผิดเลย”

 

 

 

     “เรามีความลับจะเล่าให้จงฮยอนฟังด้วยนะ อยากฟังรึเปล่า?”

 

 

     “อืม..เล่ามาสิ”

 

     ผมกระชับอ้อมกอดแน่น ริคกี้สบตากับผมแล้วเผยยิ้มออกมา เขากอดผมตอบ คางเล็กเกยบนไหล่ผมและทอดสายตามองไปที่ต้นไม้ที่อยู่ด้านหลังของชิงช้าเก่าๆนี้ ต้นไม้ที่คนตัวเล็กเพิ่งจะตกลงมาเมื่อตอนเย็น ตอนที่เราพบกัน ก่อนจะเอ่ยเล่าเรื่องราวความลับนั้นออกมาให้ฟังด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง

 

     “จริงๆแล้ว..เราน่ะ มีชีวิตขึ้นมาได้ก็เพราะจงฮยอนนะ...” ผมหันมองซีกหน้าของริคกี้อย่างไม่เข้าใจ ริคกี้หันมายิ้มให้กับผมอีกครั้งก่อนจะเอ่ยเล่าต่อ

 

     “เราเองก็ถูกทิ้งเหมือนกับจงฮยอน แต่เพราะจงฮยอนคอยมาเล่นกับเราเสมอ เราก็เลยไม่เหงา แต่ว่าจงฮยอนน่ะ...มีแต่สีหน้าที่เศร้าสร้อยตลอดเวลาเลย ถึงเราจะพยายามเล่นกับจงฮยอนมากแค่ไหนแต่จงฮยอนก็ไม่ได้มีความสุขเลย..เราเสียใจมากเลยนะที่เราทำให้จงฮยอนยิ้มหรือหัวเราะมีความสุขเหมือนกับเราไม่ได้....เราได้แต่ภาวนาขอพรกับพระเจ้า ให้เราได้อยู่ข้างๆจงฮยอนและทำให้จงฮยอนมีความสุข...แต่สุดท้ายเราก็ทำไม่ได้อยู่ดี.........”

 

     เสียงแหบเล็กทอดลงฟังดูหม่นเศร้าไปในที ผมไม่ค่อยเข้าใจในสิ่งที่อีกคนพูดเท่าไหร่นัก ริคกี้มองผมแล้วยิ้มออกมาก่อนจะถามคำถามที่ทำให้ผมแปลกใจ

 

     “จงฮยอนจำเจ้านั่นได้มั้ย..? ลูกหมาตัวเล็กๆที่ตกลงมาจากต้นไม้ต้นนี้ตอนที่จงฮยอนนั่งเหงาอยู่บนชิงช้าคนเดียวน่ะ..จำได้มั้ย?”

 

     “เจ้านั่นเหรอ?....หรือว่า...ร-ริค...ริคกี้?”

 

     “อืม เจ้านั่นแหละ เจ้านั่นคือเราเอง...

     วันนั้นเราเจ็บขามากเลย แต่จงฮยอนก็เข้ามาช่วยเรา หากล่องลังอุ่นๆมาให้เราอยู่ ซื้อขนมมาให้เรากินจนเราหายดี เรารู้สึกขอบคุณมากเลย เราชอบไปเล่นกับจงฮยอนนะ แต่ว่าจงฮยอนก็ยังดูเศร้าๆอยู่ดี เราได้แต่คิดว่า..ทำไมจงฮยอนถึงได้เศร้าแบบนี้ล่ะ เราอยากจะปลอบจงฮยอน..แต่ว่าเราพูดไม่ได้....เราก็คงปลอบจงฮยอนไม่ได้.....สุดท้ายเราก็ตายเพราะโดนรถชน ...."

 

     "..."

 

     "ฮะๆ...เรานี่ซุ่มซ่ามชะมัดเลยเนอะ ลำบากจงฮยอนต้องพาเราไปฝังไว้ใต้ต้นไม้ต้นนี้....แต่ว่านะ...ฮึก..แต่ว่า...พระเจ้าก็ยังใจดี

     พระองค์คงทนต่อคำขอร้องอ้อนวอนของเราไม่ไหวเลยทำให้เราได้กลายเป็นมนุษย์...ให้เราได้อยู่กับจงฮยอน..ฮึก..

     เราดีใจที่เราทำให้จงฮยอนยิ้มได้และมีความสุขอีกครั้ง เราดีใจมากจริงๆนะ...”

 

 

     ริคกี้พูดออกมาทั้งน้ำตา เสียงสะอึกอื้นของเขาทำให้ผมสงสาร ริคกี้กระชับอ้อมกอดผมแน่นขึ้น ความเปียกชื้นที่บริเวณหัวไหล่ทำให้ผมรู้สึกได้ว่าอีกคนร้องไห้เสียน้ำตาออกมามากแค่ไหน เรื่องที่ริคกี้บอกมา ผมยังคงจำได้ดีแต่ว่า...ผมไม่เคยรู้เรื่องนี้เลย....ไม่รู้ความรู้สึกของคนตัวเล็กนี้เลย

 

     ผมพูดอะไรไม่ออก

 

 

     “ฮึก..จงฮยอนสัญญากับเราว่าจะกลับมา..เรารอมานานจนเราเกือบจะหมดแรงแล้ว...มันถึงหมดเวลาของเราแล้ว..เราดีใจนะที่จงฮยอนกลับมา....”

 

 

     ผมกระชับกอดแน่นแต่ว่า...ร่างนั้นเริ่มโปร่งใสขึ้นเรื่อยๆ ผมพยายามจะกอดร่างนั้นให้แน่นขึ้นแต่ความรู้สึกมันแผ่วจางลงไปทุกที

 

 

     “ริคกี้! นายเป็นอะไรน่ะ ตัวนายจางมากเลยนะ”

 

 

     “เวลาของเรามันหมดแล้วล่ะ...จงฮยอน ขอบคุณอีกครั้งนะ...เรารักจงฮยอนนะ ขอบคุณที่กลับมา”

 

 

     “นายจะไปไหน! นายห้ามไปไหนนะ ฉันไม่ให้นายไปไหนทั้งนั้น!”

 

 

     ผมกุมมือริคกี้เอาไว้ ใบหน้าเปื้อนหยาดน้ำตานั้นยิ้มส่งมาให้ผม เป็นรอยยิ้มที่เจ็บปวด หัวใจของผมเหมือนจะแหลกละเอียดเป็นผงลงตรงนี้ น้ำตาที่ไม่เคยไหล จู่ๆก็ไหล่ออกมาโดยที่ผมไม่อาจจะควบคุมได้

 

 

 

     “จงฮยอน...สัญญากับเราอย่างสิ”

 

 

     “ไม่ นายอย่าทำแบบนี้ได้มั้ย!”

 

 

     “จงฮยอนต้องใช้ชีวิตอย่างมีความสุขนะ ห้ามร้องไห้นะ เราอยู่ปลอบจงฮยอนต่อไปอีกไม่ได้แล้วนะ”

 

 

     ริคกี้เอื้อมมือมากุมหน้าของผมไว้แล้วปาดน้ำตาออกให้เบาๆ ความเย็นจากฝ่ามือบางนั่นมันกำลังทำให้ผมเป็นบ้า หยาดหยดของความเสียใจและเจ็บปวดหลั่งไหลออกมาจนตัวผมเองไม่สามารถห้ามได้

 

     “นาย..ห้ามหายไปนะ”

 

 

     “เราอยู่ในนี้ไง..เราไม่หายไปไหน ตราบใดที่จงฮยอนยังเก็บเราเอาไว้....ในนี้” ฝ่ามือเล็กเลื่อนจากใบหน้าผมมาทาบทับลงบนอกด้านซ้าย..ตรงตำแหน่งที่เป็นที่อยู่ของหัวใจ

 

 

     ผมพยักหน้ารับ

 

 

     ริคกี้ยิ้มออกมา

 

     เป็นรอยยิ้มสุดท้ายที่ผมจะได้เห็น

 

 

 

     ริมฝีปากเย็นเชียบทาบทับลงมา มันไม่ได้อบอุ่นแต่กลับหนาวเหน็บเหลือเกิน...หนาวเย็นราวกับจะแช่แข็งร่างทั้งร่างของผมไว้ตรงนี้ เป็นสัมผัสสุดท้ายก่อนที่ทุกอย่างจะอันตรธานหายไปเหลือทิ้งไว้เพียงความเจ็บปวดและกลิ่นหอมเย้ายวนของดอกลิลลี่ออฟเดอะแวลเลย์และสายลมที่พัดวูบผ่านไปเพียงชั่วครู่

 

 

     ฉันจะรอนะ

     รอวันที่นายกลับมาหาฉันอีกครั้ง... ไม่ว่าอีกนานแค่ไหน ฉันก็จะรอ

 

 

     แม้ไม่รู้ว่าอีกนานเท่าไหร่ หรือสุดท้ายมันจะกลายเป็นการรอคอยอย่างไร้จุดหมายก็ตาม

 

 

 

 

     แต่จงฮยอนไม่รู้หรอกว่า

 

     หากเพียงเขารู้ตัวเร็วกว่านี้เพียงสักนิด เรื่องราวทั้งหมดคงไม่จบลงแบบนี้

 

     ทั้งหมด..มันเป็นเพราะตัวเขาแต่เพียงผู้เดียว..

 

     ...ชเว จงฮยอน ผู้เดียวเท่านั้นที่กำหนดให้ทุกอย่างกลายเป็นเช่นนี้ตามแบบของมันที่ควรเป็น

 

 

 

     ต่อแต่นี้ไป เขาก็ทำได้เพียงแค่รอ..

 

 

 

รอยามที่สายลมพัดหวนอีกครั้ง

 

 

 

 

 

end

 

edit @ 4 Jul 2016 03:56:39 by quietusyipsum

edit @ 6 Jul 2016 10:27:05 by quietusyipsum